คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางสโมสรซื้อแข้งใหม่ได้แบบไม่เกรงใจใคร แต่อีกหลายทีมขยับทีต้องคำนวณแล้วคำนวณอีก? คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทีมนี้รวย ทีมนี้จน” อย่างเดียวหรอกครับ แต่อยู่ที่กฎสำคัญที่คอยคุมเกมการเงินของลีก นั่นคือ กฎ Fair Play ทางการเงินในพรีเมียร์ลีก หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า FFP (Financial Fair Play)
FFP เกิดจากยุคที่หลายสโมสรในยุโรป “ใช้เงินมือเติบ” กันหนัก กู้เงินก้อนโตเพื่อซื้อนักเตะ หวังสร้างผลงานระยะสั้นให้แฟนๆ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ปลื้มใจ แต่รายได้จริงดันตามไม่ทันหนี้กู้ ซึ่งท้ายสุดก็คือ
UEFA เลยต้องออกกฎ FFP มาดึงสติสโมสรทั้งหลาย ให้หันมาใช้เงินให้ใกล้เคียงกับรายได้จริงมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งเจ้าของอัดเงินอย่างเดียว แล้วปล่อยให้อนาคตสโมสรเสี่ยงล่มสลายในเวลาต่อมา
อย่างน้อยสโมสรก็ต้องไม่ขาดทุนเกินเพดานที่กำหนดในรอบ 3 ปี ยิ่งจ่ายค่าตัว-ค่าเหนื่อยเกินรายได้ โดยไม่ได้ลงทุนกับของที่สร้างมูลค่าในระยะยาวอย่างสนามซ้อมหรืออคาเดมี ก็ยิ่งเสี่ยงโดนกฎ FFP เล่นงานในภายหลัง เพราะในมุมของลีกจะมองว่านี่คือการเผาเงินลุ้นผลระยะสั้น มากกว่าวางรากฐานให้สโมสรอยู่ได้ยาวๆ
ในพรีเมียร์ลีก เขาเอาแนวคิด FFP มาต่อยอดเป็นกฎของลีกตัวเอง ชื่อว่า PSR (Profitability and Sustainability Rules) กติกาไม่ได้มีเยอะ แต่ทุกข้อมีผลกับการวางแผนของทีม
ส่วนนี้คือคีย์เวิร์ดสำคัญ ว่าลีกอยากให้ทีมลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เอาแต่เผาเงินซื้อนักเตะอย่างเดียว นอกจากนี้ UEFA และพรีเมียร์ลีกยังไปอุดช่องอีกจุดคือเรื่อง “การเฉลี่ยค่าตัว” จากเดิมที่บางทีมแจกสัญญายาว 7-8 ปี เพื่อทำให้ค่าตัวเฉลี่ยต่อปีดูน้อยลง ตอนนี้เขาให้เฉลี่ยได้ ไม่เกิน 5 ปี แล้ว เพื่อลดการเล่นกับตัวเลขในบัญชีที่เกินไป
ช่วงหลังๆ เวลามีข่าวเรื่องผิดกฎการเงิน ชื่อที่คุ้นหูกันก็มีประมาณนี้เลย
เวลาลีกเช็กว่าแต่ละทีมหลุด PSR ไหม วิธีคิดจริงๆ ตรงไปตรงมามาก เขาเอาบัญชี 3 ปีหลังสุดมาดู รวมรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ ตั๋ว และกำไรจากการขายนักเตะ แล้วเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านฟุตบอลในช่วงเดียวกัน ทั้งค่าเหนื่อย ค่าตัวที่เฉลี่ยเป็นรายปี โบนัส และค่าชดเชยโค้ช จากนั้นค่อยตัดออกส่วนที่เป็น “การลงทุนที่กฎยกเว้น” อย่างค่าสร้างสนามหรือค่าอคาเดมี เหลือเท่าไหร่ก็คือผลต่างสุทธิใน 3 ปี แล้วค่อยเอาไปเทียบกับเพดานขาดทุน 105 ล้านปอนด์ ถ้าไม่เกินก็ผ่าน แต่ถ้าเกินเมื่อไหร่ มีโอกาสโดนทั้งปรับเงินและตัดแต้มทันที
สรุปเข้าใจง่ายๆ คือ ถ้าขาดทุนสุทธิน้อยกว่าหรือเท่ากับเพดาน = ผ่าน ถ้าเกิน แม้แค่หลักสิบล้าน ก็มีสิทธิ์โดนลงโทษตั้งแต่ปรับเงินไปจนถึงตัดแต้มได้เลย
พอมี PSR ทุกดีลไม่ได้วัดแค่ฝีเท้า แต่ต้องวัดตัวเลขในบัญชีไปพร้อมกันด้วย และนี่คือรีแอคชั่นที่ตามมา
ในภาพรวมเลยกลายเป็นว่า การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ การตลาด แบรนด์ รวมถึงการปั้นนักเตะขึ้นมาขาย สำคัญไม่แพ้การ scout นักเตะเก่งๆ เข้ามาเสริมทีมเลย
ถ้าจะหยิบเคสตัวอย่างที่น่าติดตามและมีอิมแพ็คต่อทั้งลีก จะมีดังนี้ครับ
กฎ Fair Play ทางการเงิน (FFP/PSR) คือกรอบที่บังคับให้สโมสร ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ใช้เงินไม่เกินฐานรายได้ ขาดทุนรวมใน 3 ฤดูกาลได้ราว 105 ล้านปอนด์ เกินเมื่อไร เสี่ยงถูกปรับหรือโดนตัดแต้มเหมือนเคส Everton กับ Nottingham Forest วิธีคิดโดยทั่วไป คือเอารายได้จากฟุตบอลไปลบค่าใช้จ่ายด้านทีม ทั้งค่าเหนื่อยและค่าตัวที่เฉลี่ยเป็นรายปี จากนั้นหักการลงทุนที่กฎยกเว้นออก แล้วเทียบกับเพดานที่ตั้งไว้ ผลคือ ทุกดีลซื้อ-ขายในยุคนี้ต้องคิดเรื่องตัวเลขบัญชีคู่ไปกับแท็กติกในสนาม ถ้าบริหารพลาด ต่อให้ทีมเล่นดีแค่ไหน ก็อาจแพ้เพราะงบการเงินได้เหมือนกันครับ และถ้าคุณได้อ่านเรื่อง FFP แล้วอยากตามต่อในมุมคนดูบอลจริงๆ แนะนำบุ๊คมาร์ก scorefootball เลย ไว้ดูตารางบอล ราคาบอล และอัปเดตผ่านโซเชียลในที่เดียว ดูบอลนัดไหนก็อินมากขึ้น เพราะรู้ทั้งในสนามและเบื้องหลังตัวเลขของแต่ละทีมไปพร้อมๆกัน
Scorefootball เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล การแข่งขันทุกลีค ให้บริการทั้ง ผลบอลสด ดูบอลสด ไฮไลท์บอล และทีเด็ดบอล สามารถเช็คผลบอลสดวันนี้ และอัตราต่อรอง แสดงผลเป็นตารางพร้อมภาษาไทย เช็คง่าย พร้อมให้บริการดูบอลสดออนไลน์ แบบ Full HD คมชัด ไม่มีกระตุก และยังมีไฮไลท์บอล ครบทุกลีค อีกทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับทีเด็ดบอล เทคนิควิเคราะห์ผลบอลครบทุกคู่ ทุกการแข่งขัน การันตีแม่นทุกคู่
Copyright scorefootball © 2025 สงวนลิขสิทธิ์